The Secondary Educational Service Area Office 25

เครือข่ายสังคมแห่งการเรียนรู้โรงเรียนฝางวิทยายน

โครงงานสมุนไพรไล่ยุง

โครงงาน
เรื่อง สมุนไพรไล่ยุง

เสนอ
อ.คเชนทร์ กองพิลา

โรงเรียนฝางวิทยายน



ตะไคร้



ตะไคร้เป็นพืชในวงศ์หญ้า เช่นเดียวกับข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และไผ่ (ดูไผ่ตง) ส่วนของตะไคร้ที่นำมาใช้เป็นผักและเครื่องเทศ คือ โคนใบติดกับลำต้นใกล้ผิวดิน โดยซอยใส่ในอาหารพวกยำ และต้มยำ ใบตะไคร้อาจนำมาต้มทำเป็นชาตะไคร้ หรือทำแห้งเพื่อเก็บไว้ชงดื่ม น้ำมันตะไคร้ซึ่งสกัดด้วยไอน้ำมีซิตรัล (citral) เป็นองค์ประกอบหลัก ใช้มากในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น ขนมอบ ลูกกวาดและทอฟฟี่ และเครื่องสำอาง เช่น น้ำหอม สบู่ ผงซักฟอก แชมพู ครีมและโลชั่นบำรุงผิว รวมทั้งใช้เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์สารประกอบอื่น เช่น วิตามินเอ
ประเทศผู้ผลิตตะไคร้ที่สำคัญในปัจจุบัน ได้แก่ กัวเตมาลา มาดากัสการ์ หมู่เกาะโคโมโร บราซิล มาเลเซีย และเวียดนาม





ชื่อวิทยาศาสตร์ Cymbopogon citrates (DC.) Stapf
ชื่อสามัญ Lemon grass
วงศ์ POACEAE



ชื่อท้องถิ่น -ตะไคร้แกง (ภาคกลาง)
- จะไคร (ภาคเหนือ)
-ไคร (ภาคใต้)
-คาหอม (แม่ฮ่องสอน)
-คาหอม (เงี้ยวแม่ห้องสอน)
-เชิดเกรย(เขมร-สุรินทร์)
-ห่อวอตะโป (กระเหรี่ยงแม่ห้องสอน)
-หัวสิงไค (เขมร-ปราจีนบุรี)









ลักษณะ
ตะไคร้เป็นพืชล้มลุกตระกูลหญ้า มีอายุหลายปี ขึ้นเป็นกอ ลำต้นสั้นตรง มีข้อและปล้องสั้นแข็งจะมีใบเลี้ยงซ้อนสลับกันหนาแน่น กาบใบเป็นแผ่นยาวโอบซ้อนกันจนแข็ง ใบเป็นใบเดียว เรียวยาว ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบคม มีขนเล็กน้อยสีขาว เป็นช่อกระจาย



พันธ์ตะไคร้
โดยทั่วไปแบ่งตะไคร้ออกเป็น 6 ชนิด ได้แก่
1. ตะไคร้กอ
2. ตะไคร้ต้น
3. ตะไคร้หางนาค
4. ตะไคร้น้ำ
5. ตะไคร้หางสิงห์
6. ตะไคร้หอม




สรรพคุณทางยา
ใช้ส่วนของเหง้าและลำต้นแก่ ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารที่สำคัญหลายชนิดเช่น ต้มยำ และอาหารไทยหลายชนิด ให้กลิ่นหอม
มีสรรพคุณทางยาเช่น บำรุงธาตุ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ ขับลมในลำไส้ทำให้เจริญอาหาร
แก้กลิ่นคาวหรือดับกลิ่นคาวของปลา และเนื้อสัตว์ได้ดีมาก
บำรุงสมอง ช่วยให้สมาธิดี
ต้มกับน้ำใช้ดื่มแก้อาเจียน
ใช้ต้นสดโขลกคั้นเอาน้ำดื่มแก้อาการเมาในกรณีผู้ที่เมามากๆ ช่วยให้สร่างเร็ว



น้ำมันตะไคร้หอมใช้ทากันยุงได้
ถ้าปลูกใกล้ผักอื่นๆจะช่วยกันแมลงได้และยังให้กลิ่นหอม ที่ดับกลิ่นบางชนิดใช้ตะไคร้เป็นส่วนผสมเพราะมีกลิ่นที่หอม และที่กำจัดยุงบางชนิดก็ใช้ตะไคร้เป็นส่วนผสมด้วยเนื่องจากมีกลิ่นที่แรงจึงช่วยทำให้ไล่ยุงได้




การนำมาทำสมุนไพรไล่ยุง
ส่วนที่ใช้ต้นและใบ
นำต้นตะไคร้และใบสดมาโขลกกับน้ำใช้อัตราส่วน 1:1 กรองเอาแต่ส่วนที่เป็นน้ำมาทาผิวหนังโดยตรง หรือนำต้นสด 4-5 ต้น มาทุบแล้ววางไว้ไว้ใกล้ตัว กลิ่นน้ำมันตะไคร้หอมจะระเหยออกมาช่วยไล่ยุงไม่ให้เข้ามาใกล้











กะเพรา




กะเพรา เป็นพืชผักจำพวกเครื่องเทศที่ใช้ใบสดใบอ่อนในการประกอบอาหาร เพื่อช่วยดับกลิ่นคาวและช่วยให้อาหารมีกลิ่นหอม ใบกะเพราใช้เป็นผักชูรส เช่น ใส่แกงเผ็ด แกงป่า แกงเลียง ผัดเผ็ด ผัดกะเพรา ใส่หอยนึ่ง ฯลฯ นอกจากจะมีคุณค่าทางอาหารมากมายแล้ว ผลพลอยได้จาการบริโภคกะเพรายังช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์เป็นยาสมุนไพร ทำให้เลือดลมดี กะเพราเป็นพืชที่ปลูกกันแถวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานานแล้ว โดยเฉพาะในประเทศไทยและมาเลเซีย


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ocimum sanctum linn.




ชื่อท้องถิ่น - กระเพราแดง กระเพราขาว (ภาคกลาง)
- ก่ำก้อขาว ก่ำก้อดำ กอมก้อขาว กอมก้อดำ (เชียงใหม่-ภาคเหนือ)
-ห่อตูปลู ห่อกวอซู (กะเหรี่ยง-แม่อ่องสอน)

ชื่อวงศ์ LABIATAE

ชื่อสามัญ: Holy Basil , Sacred Basil

ลักษณะ
ลักษณะทางพฤษศาสตร์ ต้น เป็นไม้ล้มลุก แตกกิ่งก้านสาขา สูง 30 - 60 ซม. โคนลำต้นค่อนข้างแข็ง ตามลำต้นมีขน ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรี กว้าง 1-3 วม. ยาว 2.5-5 ซม. ปลายแหลมหรือมน โคนแหลม ขแบจักฟันเลื่อยและเป็นคลื่น แผ่นใบมีขน ดอก เป็นแบบช่อฉัตร ออกบริเวณปลายยอดและปลายกิ่ง ยาว 8-10 ซม. ประกอบด้วยดอกเล้กๆ ออกเป็นวงรอบแกนช่อเป็นชั้นๆ ก้านดอกยาว 2-3 มม. และกางออกตั้งฉากกับแกนช่อ กลีบเลี้ยงโคนติดกันเป็นรูปคล้ายระฆัง ปลายแยกเป็น 2 ส่วน
ส่วนบนมีกลีบเดียวค่อนข้างกลม ส่วนกลางแยกเป็น 4 แฉก ปลายแหลมเรียว ด้านในเกลี้ยง ด้านนอกมีขนตามโคนกลีบ กลีบดอกสีขาว หรือขาวปนม่วงแดง ด้านบนมี 4 กลีบ ด้านล่างมี 1 กลีบ ขนาดยาวกว่าด้านบน ตรงกลางกลีบเว้าตื้นๆ ปลายกลีบม้วนพับลง ผล แห้งแล้วแตกออก เมล็ด เล็ก รูปไข่สีน้ำตาล มีจุดสีเข้มเมื่อนำไปแช่น้ำเปลือกหุ้มเมล็ดพองออกเป็นเมือก สรรพคุณ ใบ บำรุงธาตุไฟธาตุ ขับลมแก้ปวดท้อง แก้ลมตานซาง แก้จุกเสียด แก้คลื่นเหียนอาเจียน และขับลม

ลักษณะทั่วไป
ต้น เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก มีความสูง ประมาณ 1 - 4 ฟุตโคนของลำต้น เนื้อไม้แข้ง มีขน มีกลิ่นหอม
ใบ ใบสีเขียว เรียกว่า กะเพราขาว ใบสีแดงเรียกว่า กะเพราแดง ใบของมันมีขนโดย เฉพาะส่วนที่เป็นยอดของมันจะมีมากกว่าส่วน อื่น ๆ ใบมีกลิ่นหอม
กิ่ง กิ่งก้านเป็นรูปสี่เหลี่ยม ส่วนปลายของ มันจะอ่อน
ดอก ดอกออกเป็นช่อ ตั้งขึ้นไปเป็น ชั้น ๆ คล้ายรูปฉัตร กลีบดอกกะเพราขาว มีสีขาว แต่ ถ้าเป็นกะเพราแดง มีสีชมพูอมม่วง
เมล็ด เมื่อแก่หรือแห้ง เมล็ดจะเป็นสีดำ อยู่ข้างในซึ่งหุ้มด้วยกลีบเลี้ยงของมัน





พันธ์กะเพรา




กะเพราเป็นที่ปลูกกันทั่วไปมีอยู่ 2 ชนิด คือ กะเพราขาวและกะเพราแดง ซึ่งเรียกชื่อตามสีของก้านใบและก้านดอก ส่วนในเรื่องพันธุ์นั้นยังไม่มีการศึกษาปรับปรุงพันธุ์หรือคัดเลือกพันธุ์อย่างจริงใจในทางวิชาการ พันธุ์กะเพราที่ใช้ปลูกในปัจจุบันจะเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่มีการปลูกและเก็บเมล็ดพันธุ์เอาไว้ต่อๆ กันมา เนื่องจากกะเพราเป็นพืชที่ยังไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากนัก



สารสำคัญที่พบในกะเพรา
ใบกะเพรามีน้ำมันหอมระเหยสีเหลือง มีกลิ่นหอมฉุนคล้ายกลิ่นของน้ำมันกานพลู ส่วนในเมล็ดมีน้ำมันระเหยยากสีเหลืองอมเขียว ซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันปาล์มมิติค สเตียริค โอเลอิค กรดไลโนเลนิค และเมล็ดจะมีเมือกหุ้มอยู่ เมื่อสลายตัวจะให้สารไซโลส กรดกลูคูโรนิค คุณภาพของน้ำมันหอมระเหยจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น อายุ สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ




สรรพคุณทางยา
1.แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด เอาใบกะเพรามาเด็ดกินสดๆได้ทันทีหรือเอามา จิ้มน้ำพริก หรือ แกงเผ็ดกิน เป็นทั้งยาและอาหาร พร้อมๆ กัน
2. แก้ปวดท้องได้ดี น้ำใบกะเพรามาคั้นกินสด 1 ถ้วยตะไล แก้อาการ ปวดมวนในท้องได้ดี
3. กะเพราคุมธาตุได้ดี ใช้ใบกะเพราจิ้มน้ำพริกกิน ทำให้ท้องไส้ดี ทำงานปกติ ระบบย่อยอาหารปกติดี ระบบทางเดินอาหารก็ปกติดี
4. แก้กลาก เกลื้อน ใช้ใบกะเพรา 1 กำมือ ตำละเอียดใส่เหล้าขาว หรือ เหล้าโรง ทาบริเวณที่เป็นกลาก เกลื้อน เพื่อให้ตัวยาซึมได้ดี ควรขูดผิวบริ เวณที่เป็นให้ถลอกก่อน
5. แก้ลมพิษ ใช้ใบกะเพรา 1 กำมือ ตำใส่เหล้าขาว หรือเหล้าโรงทา บริเวณที่เป็นลมพิษ จะทุเลาหายเป็นปกติ
6. แก้แมลงสัตว์กัดต่อย ใช้ใบกะเพราตำใส่เหล้าขาว หรือเหล้าโรงทา บริเวณที่ถูกพิษแมลงสัตว์กัดต่อย การอักเสบจะหายทันที
7. ช่วยขับน้ำนม เอาใบกะเพรามารับประทานสด ๆ จิ้มน้ำพริกหรือ แกงเลียง ใส่กุ้งแห้ง หรือปลาย่างมาโขลกผสมกะปิ หัวหอม พริกไทยสด แกงเลียงได้ทันที ช่วยให้สตรีหลังคลอดมีน้ำนม
8. รักษาหูด ใช้ใบกะเพรา ขยี้ที่หูดบ่อยๆ วันละหลายๆครั้ง หูดจะฝ่อ ไปเองภายในไม่กี่วัน
9. เป็นยากำจัดแมลงวันทอง ใช้น้ำมันจากใบกะเพรา มาล่อแมลงให้มา ตอมไต่


10. ไล่ยุงได้ดี ความฉุนของกะเพรา นำมาไล่ยุงได้ ใช้กะเพราสักกิ่ง วางไว้ตามที่ต้องการไล่ยุง หรือใช้น้ำมันสกัดของกะเพรา จะเข้มข้นกว่า สามารถุไล่ยุงได้ดี




วิธีนำมาทำยาสมุนไพรไล่ยุง
ส่วนที่ใช้ ใช้ใบ
ขยี้ใบสดหลายๆใบวางไว้ใกล้ตัว กลิ่นน้ำมันกะเพราจะระเหยออกมาจากใบช่วยไล่ยุง หรือจะขยี้ใบสดแล้วทาถูที่ผิวหนังโดยตรงก็ได้












กระเทียม
กระเทียมจัดเป็นพืชล้มลุกที่มีลำต้นอยู่ใต้ดิน เรียกว่า หัว ลำต้นเรียวสูงประมาณ 30 – 45 ซม. หัวกระเทียมประกอบด้วยกลีบหลายกลีบรวมกัน มักมี 8 – 12 กลีบ โดยมีเปลือกหุ้มหลายชั้น สีขาวออกชมพู หรือสีขาวอมม่วง เนื้อกระเทียมจะมีสีขาว ใบจะมีสีเขียว ใบหนายาวและแบน โดยใบกว้าง 1 – 2.5 ซม. ยาว 30 – 60 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบแผ่เป็นแผ่น แบนภายในกลางหุ้มซ้อนกัน ก้านช่อยาว กลีบดอกมี 6 กลีบ สีขาวหรือขาวอมชมพู

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Allium sativum L.

วงศ์ : Alliaceae

ชื่อสามัญ : Common Garlic , Allium ,Garlic




ชื่อท้องถิ่น กระเทียม (ภาคกลาง)
หอมเทียม (ภาคเหนือ)
หอมขาว (ภาคอีสาน)
หอม หอมเทียม (ภาคใต้)
ลักษณะทางพฤษศาสตร์
เป็นพืชล้มลุกที่มีหัวอยู่ใต้ดิน แต่ละหัวประกอบด้วยกลีบเรียงซ้อนกันประมาณ 4-15 กลีบ บางพันธุ์จะมีเพียงกลีบเดียว เรียกว่า “กระเทียมโทน” แต่ละกลีบมีกาบเป็นเยื่อบางๆสีขาวอมชมพูหุ้มอยู่โดยรอบ กระเทียมมีรากไม่ยาวนัก ใบมีลักษณะยาวแบน ปลายใบแหลมแคบ โคนมีใบหุ้มซ้อนกัน ดอกออกเป็นช่อ มีสีขาวติดเป็นกระจุกที่ปลายก้านช่อ กระเทียมมีกลิ่นหอมฉุน รสชาติเผ็ดร้อน

สารสำคัญที่พบ
สารสำคัญที่ทำให้กระเทียมมีกลิ่นหอมฉุนเผ็ดร้อนคือเอนไซม์อัลลิเนส (Allinase) ที่เปลี่ยนสารอินทรีย์กำมะถันอัลลิอิน (Alliin) ให้เป็นน้ำมันหอมระเหยอัลลิซิน (Allicin) และเมื่อนำหัวกระเทียมสดมากลั่นด้วยไอน้ำจะได้น้ำมันกระเทียม (Garlic oil) นอกจากนี้ยังประกอบด้วยสารอาหาร น้ำ กรดไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต น้ำตาล กรดอะมิโน เหล็ก แคลเซียม วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และวิตามินซี ฯลฯ






สรรพคุณ
การกินกระเทียมทั้งสดหรือแห้งเป็นประจำสามารถป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตันและกล้ามเนื้อหัวใจหยุดทำงานเฉียบพลัน ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ความดันโลหิตสูง และปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือด รักษาโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหารและลำไส้ นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันโรคหวัด วัณโรค คอตีบ ปอดบวม ไทฟอยล์ มาลาเรีย คออักเสบและอหิวาตกโรคได้อีกด้วย

-ใช้ขับเหงือ ขับปัสสาวะ และขับเสมหะ โดยใช้กระเทียมสดครึ่งกิโลกรัม ทุบพอแตก แช่ในน้ำหวานหรือน้ำผึ้ง 1 ถ้วย ประมาณ 1 สัปดาห์ รับประทานครั้งละครึ่งช้อนโต๊ะ วันละ 3 ครั้ง
-ใช้ขับลมในกระเพาะอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ โดยใช้กระเทียมสด 5-7 กลีบ บดให้ละเอียด ผสมกับน้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ เติมน้ำตาลและเกลือเล็กน้อย กรองเอาแต่น้ำ ดื่มวันละ 3 ครั้ง หลังรับประทานอาหาร
-ใช้รักษาแผลสด แผลเป็นหนอง โดยใช้กระเทียมสดปอกเปลือก นำมาทุบหรือฝานทาในบริเวณที่เป็นแผล
-ใช้รักษาโรคผิวหนังที่เกี่ยวกับเชื้อรา เช่น กลาก เกลื้อน น้ำกัดเท้า เชื้อราในช่องคลอด โดยใช้น้ำที่คั้นจากกระเทียมสดทาบริเวณที่เป็น
-ลดอาการปวดฟันจากฟันผุ โดยใช้กระเทียมสดสับละเอียดทุกฟันที่ผุ
-ใช้รักษาอาการปวดหู หูอื้อ หูตึง โดยใช้น้ำกระเทียมหยอดหูประมาณ 1-2 หยด วันละ 3-4 ครั้ง




พันธุ์ของกระเทียม
กระเทียมนั้นมีหลายพันธุ์ แต่เรานิยมใช้พันธุ์ Allium sativum ในการประกอบอาหารและทำยา
กระเทียมที่นิยมปลูกกันมี 3 ชนิด คือ 1. กระเทียมขาว ซึ่งมีเปลือกสีขาว
2. กระเทียมสีชมพู สามารถปลูกได้ก่อนชนิดขาว
3. กระเทียมแดง เปลือกออกสีแดงกว่าชนิดหลังนี้จะโตช้า แต่ให้หัวที่ใหญ่กว่า
กระเทียมป่าอีกชนิดหนึ่ง เรียกว่า แรมสัน เป็นกระเทียมโทน จะแตกต่างจากกระเทียมธรรมดาตรงที่ภายในหัวมีเพียงกลีบเดียว และหัวค่อนข้างกลม มีกลิ่นฉุน




วิธีนำมาทำยาสมุนไพรไล่ยุง
ส่วนที่ใช้ ใช้หัว
นำกระเทียมสดมาโขลกผสมกับน้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 แล้วกรองเอาแต่ส่วนที่เป็นน้ำมาทาผิวหนัง หรือจะใช้หัวกระเทียมสดมาทาที่ผิวหนังโดยตรงก็ได้

สะระแหน่



สะระแหน่ หรือ (อังกฤษ: Lemon balm) เป็นพืชสมุนไพรยืนต้น เป็นพืชในตระกูลมิ้นต์ วงศ์กะเพรา มีแหล่งกำเนิดมาจากแถบยุโรปตอนใต้และแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อโตเต็มที่จะมีความสูงประมาณ 70 - 150 เซนติเมตร ส่วนใบจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับใบพืชในตระกูลมิ้นต์ มีกลิ่นหอมคล้ายใบมะนาว และทุก ๆ ปลายฤดูร้อนต้นสะระแหน่จะออกดอกสีขาว ๆ ที่เต็มไปด้วยน้ำหอมและน้ำหวาน อยู่ภายใน นี้ดึงดูดใจให้ผึ้งมาดูดน้ำหวานและจากเหตุนี้ทำให้สะระแหน่อยู่ในสกุล Melissa (ภาษากรีก แปลว่า "น้ำผึ้ง") และยังมีรสชาติคล้ายคลึงกับ ตะไคร้หอม, มะนาว และแอลกอฮอล์





ชื่อวิทยาศาสตร์ : Metha cordifolia Opiz.
ชื่อวงศ์ : Labiatae
ชื่อสามัญ : Kitchen Mint, Marsh Mint
ชื่ออื่น : หอมด่วน หอมเดือน (ภาคเหนือ)
มักเงาะ สะแน่ (ภาคใต้)
สะระแหน่สวน (ภาคกลาง)
ขะแยะ (อีสาน)

ลักษณะ : .
สะระแหน่เป็นพืชล้มลุกเลี้อยตามพื้นดิน ลำต้นสีแดงเข้ม ใบกลมขนาดหัวแม่มือ ใบค่อนข้างหนา ริมใบหยักโดยรอบ ภายในใบเป็นคลื่นยับย่น และมีกลิ่นหอม

สารสำคัญที่พบ :
ใบและลำต้นมีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วยสารเมนทอล (Menthol) ไลโมนีน (Limonene) นีโอเมนทอล (Neomenthol) เป็นต้น




สรรพคุณ :
สะระแหน่นั้นมีสรรพคุณมากมาย เช่น เป็นยาดับร้อน ถอนพิษไข้ ขับลม ขับเหงื่อ รักษาอาการ หวัดได้ และยังสามารถแก้อาการ ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อได้ และหากนำน้ำ ที่คั้นจากต้น และใบมาใช้ดื่ม ก็จะช่วยขับลมในกระเพาะได้ หรือใครจะกินสดๆ เพื่อดับกลิ่นปากก็ยังได้ นอกจากนี้ การบริโภคสะระแหน่ ยังช่วยให้สมองปลอดโปร่ง โล่งคอ ป้องกัน ไข้หวัด บำรุงสายตา และช่วยให้หัวใจแข็งแรง


วิธีนำมาทำยาสมุนไพรไล่ยุง
ส่วนที่ใช้ ใช้ใบ
ขยี้ใบสะระแหน่สดทาถูที่ผิวหนังโดยตรง และนำมาคั้นกรองเอาน้ำสะระแหน่แล้วใส่ภาชนะตั้งไว้ในบริเวณที่ต้องการไล่ยุง










สรุปผลการศึกษา
สมุนไพรไล่ยุง

สมุนไพรไล่ยุงทั้ง 4 ชนิด ที่นำมาศึกษาทำโครงงานสามารถไล่ยุงกำจัดยุงได้จริง ไม่เป็นอันตราย ไม่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม และยังช่วยประหยัดเงินในการซื้อผลิตภัณฑ์ยาไล่ยุง กำจัดยุง ได้แก่

คะไคร้
ใบและกาบใบมีน้ำมันหอมละเหย ซึ่งมี Geraniol และ Citronellal เป็นส่วนประกอบสำคัญ มีฤทธิ์ในการไล่แมลง

กะเพรา
ใบกะเพรามีน้ำมันหอมระเหยสีเหลือง มีกลิ่นหอมฉุนคล้ายกลิ่นของน้ำมันกานพลู ส่วนในเมล็ดมีน้ำมันระเหยยากสีเหลืองอมเขียว ซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันปาล์มมิติค สเตียริค โอเลอิค กรดไลโนเลนิค และเมล็ดจะมีเมือกหุ้มอยู่ เมื่อสลายตัวจะให้สารไซโลส กรดกลูคูโรนิค คุณภาพของน้ำมันหอมระเหยจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น อายุ สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ ซึ่งสามารถไล่ยุงได้

กระเทียม
สารสำคัญที่ทำให้กระเทียมมีกลิ่นหอมฉุนเผ็ดร้อนคือเอนไซม์อัลลิเนส (Allinase) ที่เปลี่ยนสารอินทรีย์กำมะถันอัลลิอิน (Alliin) ให้เป็นน้ำมันหอมระเหยอัลลิซิน (Allicin) และเมื่อนำหัวกระเทียมสดมากลั่นด้วยไอน้ำจะได้น้ำมันกระเทียม (Garlic oil) ซึ่งสามารถไล่ยุงได้



สะระแหน่
ใบและลำต้นมีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วยสารเมนทอล (Menthol) ไลโมนีน (Limonene) นีโอเมนทอล (Neomenthol) เป็นต้น ซึ่งสารเหล่านี้สามารถไล่ยุงได้

สารป้องกันยุงกัด
ใช้ทาผิวหนัง เนื่องจากมีกลิ่นที่ยุงไม่ชอบ ทำให้ยุงบินหนีไปไม่เข้ามาใกล้ (มีคุณสมบัติเป็น repellent) จึงช่วยป้องกัน มิให้ยุงกัด สารนั้นอาจเป็นพิษหรือไม่เป็นพิษต่อยุงก็ได้ สารป้องกันยุงแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. สารที่สกัดได้จากพืช เช่น น้ำมันตะไคร้หอม น้ำมันจากต้นยูคาลิปตัส เป็นต้น
2. สารที่สังเคราะห์ขึ้นมา เช่น N,N-diethyl-m-toluamide; 2-ethyl-1,3-hexanediol และ 1,1-carbonylbis (hexahydro-1H-azepine) เป็นต้น

สารป้องกันยุงกัดที่ดีควรมีคุณสมบัติดังนี้
1. ไม่เป็นอันตรายหรือทำความระคายเคืองต่อผิวหนังและอวัยวะอื่น ๆของร่างกาย
2. ป้องกันยุงกัดได้เป็นเวลานานพอควร
3. สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานโดยที่คุณสมบัติไม่เปลี่ยนแปลง
4. ไม่มีสี ไม่เปรอะเปื้อนเสื้อผ้า
5. ไม่มีกลิ่นเหม็นรุนแรง (สำหรับคน)
6. ใช้ง่ายและสะดวก
7. ไม่เหนียวเหนอะหนะ ชำระล้างออกได้ง่าย
8. ราคาไม่แพง

ตัวอย่างพืชที่มีคุณสมบัติใช้ไล่ยุงหรือป้องกันยุงกัดได้ เช่น
มะกรูด
ไพลเหลือง
สะระแหน่
กระเทียม
กะเพรา
ว่านน้ำ
แมงลัก
ตะไคร้หอม
ยูคาลิปตัส
ต้นไม้กันยุง

Views: 964

Comment

You need to be a member of The Secondary Educational Service Area Office 25 to add comments!

Join The Secondary Educational Service Area Office 25

Latest Activity

Kongpila's group was featured
Thumbnail

STEM OSOP(Fangwittayayon)

เป็นการบูรณาการเรียนการสอน 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ วิชาวิทยาศาสตร์ (Science) คณิตศาสตร์…See More
Apr 24
kruorawan kongpila commented on อธิพันธ์ สอนวิเศษ's video
Feb 23
Profile Iconศิลปิน โชติทอง and FRANK KWABENA joined The Secondary Educational Service Area Office 25
Feb 23
นายนิติพัศ รัตนะ is now a member of The Secondary Educational Service Area Office 25
Feb 4

การวัดและประเมินผล

Events

© 2016   Created by Kongpila.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service